Stop Hunt คืออะไร (แบบไม่โลกสวย)Stop hunt = การที่ราคา "จงใจ" วิ่งไปกิน Stop Loss ที่กองอยู่รวมกัน แล้ว กลับตัวทันที
👉 คนที่โดน: รายย่อย
👉 คนที่ได้ของ: โบรก B-Book / สถาบัน / Smart money
ตัวอย่างที่เห็นชัดมาก (XAUUSD)📌
Scenario 1: High / Low เดิม- ราคาแกว่งในกรอบ
- เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะ:
Buy → วาง SL ใต้ Low เดิม
Sell → วาง SL เหนือ High เดิม
📍
ผลที่เกิด:- ราคา "แทงไส้" หลุด High/Low แค่ 1–3 เหรียญ
- SL โดนเป็นแถว
- แล้ว ดีดกลับแรงมาก
🧠 นี่คือ stop liquidity → โดนดูดไปหมด
📌
Scenario 2: ก่อนข่าว / หลังข่าว- ก่อนข่าวเงียบ
- SL กองเต็ม
- พอข่าวออก:
ราคา spike ทางเดียว
กิน SL
แล้ว "reverse" ทันที
📉 คน Buy โดน SL
📈 คน Sell โดน SL
👉 คนถือ order ใหญ่เก็บของ
📌
Scenario 3: Trend สวยเกินไป- เทรนด์ขึ้นสวย
- ทุกคน Buy pullback
- SL วางใต้ swing low
📍
อยู่ดี ๆ:- มีแท่งแดงยาว
- หลุด low
- กิน SL หมด
- แล้วขึ้นต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อันนี้เจอบ่อยมากใน XAUUSD TF M5–M15
Stop Hunt แบบ "โบรก" vs แบบ "ตลาด"🔴
Stop Hunt แบบโบรก (B-Book)ลักษณะ:
- เกิดเฉพาะในโบรกนั้น
- ราคา spike แปลก ๆ
- โบรกอื่นไม่ไป
- กราฟไม่ตรงกัน
ตัวอย่าง:- Low โบรก A = 2010.2
- Low โบรก B = 2011.8
(คุณโดน SL แต่ตลาดจริงไม่โดน)
⚠️ อันนี้คือ โบรกกินลูกค้า
🟢
Stop Hunt แบบตลาดจริงลักษณะ:
- ทุกโบรกไปทิศเดียวกัน
- เกิดตรง liquidity zone
- หลังจากกิน SL → เกิด impulse แรง
อันนี้คือ:👉 Smart money / algorithm
👉 "ไม่ผิดกติกา แต่โหด"
ทำไมบัญชี Standard / B-Book โดนชัดกว่าเพราะ:
- โบรกเห็น ตำแหน่ง SL ลูกค้า
- รู้ว่ากองอยู่ตรงไหน
- แค่ "ขยับ spread" หรือ "spike นิดเดียว"
- SL ก็แตกเป็นแถว
📌
บัญชี Raw / ECN:- โบรกมองไม่เห็น SL ตรง ๆ
- ต้องอาศัยตลาดจริง
- Stop hunt จะ "กว้างแต่สมเหตุสมผล"
วิธีเอาตัวรอดจาก Stop Hunt1️⃣
อย่าวาง SL ไว้ "ตำแหน่งเดียวกับคนทั้งโลก"❌ ใต้ Low เป๊ะ
❌ เหนือ High เป๊ะ
✔️ วางให้ "เกินเหตุผล"
เช่น ต่ำกว่า low + structure break
2️⃣
ใช้ SL แบบ "mental stop"- ดู reaction
- ไม่ใช่โดน wick แล้วตัดทันที
(เหมาะกับคนมีวินัยสูง)
3️⃣
รอให้ "โดนกินก่อน" แล้วค่อยเข้า- รอ spike
- รอ rejection
- เข้าไม้หลัง stop hunt
มืออาชีพหลายคน "ไม่เข้าเทรด จนเห็นคนอื่นโดนฆ่าก่อน"
4️⃣
เทรด TF ใหญ่ขึ้น- TF ใหญ่ → SL กว้าง
- noise น้อย
- โดนยาก
สรุปสั้น ๆ แบบคนเคยโดน- Stop hunt ไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิด
- มันคือ "การเก็บสภาพคล่อง"
- บัญชี B-Book → โดนชัด โดนบ่อย
- Raw / ECN → โดนเหมือนกัน แต่ยุติธรรมกว่า